Font Size

Text Size

แก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง "ดร.รอยล" เสนอหน่วยงานไหนกั๊กข้อมูล ต้องถูกตัดงบฯ

Recommend Print

  • เขียนโดย พิชานัน อินโปธา
  • วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 20:40 น.
SHARE STORE:
Digg
 

กระทรวงไอซีที เร่งทำคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงาน ยืนยันทันก่อนฝนมา  ด้าน ดร.อานนท์ หวั่น ระบบออนไลน์อาจใช้ได้ไม่ทั่วถึง แนะทำข้อมูลสำรอง

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภา จัดการสัมมนา เรื่อง “เทคโนโลยีสารสนเทศกับการบริหารจัดการน้ำ” โดยมี ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ สำนักปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พลเอก พลางกูร กล้าหาญ ประธานคณะทำงานบริหารและจัดการข้อมูล ศปภ.และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการ ร่วมสัมมนา 

ดร.รอยล กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาข้อมูลสามารถนำไปสู่การคาดการณ์ การจัดการ และใช้เป็นเครื่องมือปฏิบัติได้ ซึ่งปัจจุบันข้อมูลมีความสำคัญมากเนื่องจากภูมิอากาศมีความเปลี่ยนแปลง เห็นได้จากในช่วงแล้งไทยจะแล้งมากและช่วงหน้าฝน น้ำจะท่วมมากขึ้น ทั้งนี้ ไม่สามารถใช้วงจรเดิมของปรากฏการณ์เอลนิโญ่ และลานีญาได้เช่นเดิม เนื่องจากตัวแปรหลักต้องขึ้นอยู่กับมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ และมหาสมุทรอินเดีย

“ในส่วนโครงสร้างน้ำของไทย ที่แล้วมาอาศัยระบบชลประทาน แต่ในความเป็นจริงพบว่า พื้นที่การเกษตรของประเทศไทยกว่าร้อยละ 80 อยู่นอกเขตชลประทานจึงส่งผลให้การจัดการโครงสร้างน้ำมีปัญหา ดังนั้นจึงควรมีการพัฒนาคนในท้องถิ่น โดยมีพี่เลี้ยงคอยจัดการและให้ข้อมูล ขณะเดียวกัน เนื่องจากมีแนวโน้มว่าน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนจะเพิ่มสูงขึ้น เขื่อนจึงควรมีความ ยืดหยุ่น แต่มีความมั่นคงเหมือนเดิม ”  

ดร.รอยล กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีปัญหาในส่วนของพื้นที่ซ้อนระหว่างพื้นที่น้ำท่วมและพื้นที่น้ำแล้งที่เป็นพื้นที่เดียวกัน เวลาน้ำท่วมก็เร่งที่จะระบายจนทำให้แล้ง ฉะนั้นการบริหารจัดการต้องทำให้เป็นเรื่องเดียวกัน อย่าคิดแค่โครงสร้างระบายเพียงอย่างเดียว ต้องสร้างโครงสร้างเก็บน้ำด้วย โดยที่ผ่านมาการอนุมัติโครงการเป็นการอนุมัติที่ไม่พร้อมกัน ทำให้ไม่เกิดความสอดคล้องกัน ฉะนั้น ปัญหาทั้งหมดเกิดขึ้นจากการจัดการที่ผิดพลาด ยิ่งหากไม่มีข้อมูลก็จะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

วันนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีแต่อยู่ที่ตัวบุคคลที่จะกระจายข้อมูล ฉะนั้นจึงต้องใช้หลักการที่ว่า หากหน่วยงานใดไม่ให้ข้อมูลก็ไม่ได้งบประมาณ ซึ่งในกรณีของภัยพิบัตินี้ก็ไม่ควรมีเพียงหน่วยงานเดียวที่รับผิดชอบ เราจะฝากเรื่องของภัยไว้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่ได้ ต้องมีระบบมากกว่าหนึ่งระบบ ซึ่งในครั้งนี้ รัฐบาลจะดึงกระบวนการบริหารของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกองทัพไทยให้เป็นระบบเดียวกัน”

คาดคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติเสร็จ พ.ค.นี้

ขณะที่ น.อ. สมศักดิ์ กล่าวว่า เหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมาในส่วนของข้อมูลสารสนเทศนั้นมีอยู่จำนวนมาก แต่การเผยแพร่สู่ประชาชนนั้นกลับไม่ครบถ้วนและทั่วถึง เป็นผลทำให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ซึ่งทางรัฐบาลเองได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้และได้ปรับแนวการทำงานของทุกหน่วยงานให้ชัดเจนโดยมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง 

“ขณะนี้ได้ดำเนินการจัดทำโครงการพัฒนาเครือข่ายสื่อสารข้อมูลเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ หรือ GIN เพื่อรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นระบบเดียวกัน ให้เป็นคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ คลังสารสนเทศและภัยพิบัติ และคลังข้อมูลสาธารณภัยแล้วเผยแพร่ข้อมูลสู่ประชาชนแบบง่าย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ทุกอย่างเรียบร้อยสมบูรณ์เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคมนี้”

ทั้งนี้ น.อ.สมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า โดยหลักการในสถานการณ์ปกติ ก็ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบให้ข้อมูลข่าวสารตามปกติ แต่เมื่อเข้าสู่ภาวะเตือนภัยให้ทุกหน่วยงานหยุดให้ข้อมูลข่าวสาร จากนั้นให้ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติเป็นผู้ทำหน้าที่เตือน ภายใต้การสั่งการของคณะกรรมการบริหารการจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) โดยใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งหมด

ส่วนดร.อานนท์ กล่าวถึงการทำงานของ  GISTDA   ที่ผ่านมาใช้ดาวเทียมต่างๆในการติดตามสถานการณ์ ติดตามตั้งแต่เมฆซึ่งเป็นต้นทางของน้ำ เพื่อวัดปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมา โดยขณะนี้กำลังเตรียมการเจรจาเพื่อขอข้อมูลจากประเทศอื่นๆที่เคยทำ เช่น อิตาลีหรืออินเดีย โดยในส่วนนี้ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เพื่อดำเนินการต่อไป

 “ปัญหาคือจะทำให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ มีความเชื่อมโยงและมีมาตรฐานเดียวกันได้อย่างไร ซึ่งกลไกของคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติสามารถเข้ามาช่วยในการเป็นตัวเชื่อมข้อมูลได้ โดยไม่จำเป็นรวมกองที่เดียวกัน ”ดร.อานนท์ กล่าว และย้ำว่า ในเรื่องของระบบออนไลน์ในทางปฏิบัติอาจใช้ได้ไม่ทั่วถึง ฉะนั้นควรต้องมีข้อมูลที่เป็นระบบที่ไม่พึ่งการออนไลน์ รวมถึงพัฒนาตัวบุคลากรรวมถึงขีดความสามารถขององค์กรด้วย

 ด้าน พลเอก พลางกูร กล่าวว่า จากการทำงานในศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยหรือ ศปภ. นั้นถือว่าอยู่เกณฑ์ดี แต่ยังมีจุดบกพร่อง ฉะนั้นในปีนี้รัฐบาลควรระดมผู้ที่มีศักยภาพ โดยจัดตั้งคณะกรรมการด้านต่างๆ และลงพื้นที่จริง รวมทั้งจัดการฝึก เน้นให้ความรู้เจ้าหน้าที่และประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดที่เสี่ยงภัยโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างน้อย 3-4 ครั้ง อีกทั้ง ควรมีการตรวจสอบความพร้อมในทุกระบบ และทุกด้าน

“หัวใจสำคัญคือเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นต้องมีความพร้อม ความรอบรู้และความสามารถในการแก้ไขปัญหา รวมถึงการประสานงานและการสั่งการควรมีสายการบังคับบัญชาที่สั้นที่สุดในภาวะวิกฤต เพราะในภาวะวิกฤต การบูรณาการเป็นสิ่งสำคัญโดยควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีความทันสมัยและครบทุกองค์ประกอบในการแก้ปัญหา สุดท้ายขั้นตอนการฟื้นฟูเยียวยาก็ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วด้วย”

สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชลแห่งประเทศไทย
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย
สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
You are here