Font Size

Text Size
หลากมิติ นโยบายสาธารณะ

นายกฯ แถลงข่าวผลการติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำ

Recommend Print

  • เขียนโดย Thaireform
  • วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 11:18 น.
SHARE STORE:
Digg
 

วันนี้ (14.ก.พ. 55) เวลา 08.30 น. ณ โรงแรมอัมรินทร์ ลากูน จังหวัดพิษณุโลก นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวผลการติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำ ว่า การแก้ไขปัญหาอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้

(1) เพื่อติดตามงานแก้ไขปัญหาตามแผนงาน/โครงการที่ได้รับอนุมัติงบประมาณฟื้นฟู เยียวยา และงบประมาณตามแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ

(2) ทำความเข้าใจร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่ (area) และส่วนราชการในระดับกระทรวง (function) เกี่ยวกับแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

และ (3) รับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำไปปรับปรุงและอนุมัติแผนงาน/โครงการเพิ่มเติม

การลงพื้นที่เมื่อวานนี้ (13 ก.พ. 55) ที่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดพิษณุโลกเป็นการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานในการดูแลพื้นที่ต้นน้ำ มี 3 หัวข้อ ดังนี้

1. โครงการพระราชดำริและการดูแลป่าต้นน้ำ การปลูกป่า ฝายแม้ว และการรักษาระบบนิเวศ

ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแนะนำให้ปลูกป่าในใจคนเป็นลำดับแรก เพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้สึกรักและหวงแหนป่า สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่สูง หน่วยงานภาครัฐจะต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำเพื่อเน้นการสร้างอาชีพเพื่อให้อยู่ดีกินดี ประชาชนก็จะไม่บุกรุกป่าและถวายคืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งมีแนวทางการดำเนินงาน เน้นกิจกรรมหลัก 3 ด้าน คือ 1) การปลูกป่าบริเวณต้นน้ำ เพื่อฟื้นฟูป่าและสร้างความสมดุลให้แก่ระบบนิเวศ 2) การสร้างฝายต้นน้ำเพื่อเก็บกักและชะลอน้ำ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ 3) การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ที่มีความลาดชันมาก เพื่อลดปัญหาการพังทลายของหน้าดิน

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองทัพ สำนักงาน กปร. กระทรวงมหาดไทย เร่งดำเนินการดูแลป่าต้นน้ำ การปลูกป่า ฝายต้นน้ำ และการรักษาระบบนิเวศให้สอดคล้องกับแนวพระราชดำริ วิถีชีวิต ระบบนิเวศ โดยกำหนดพื้นที่ปลูกป่า และใช้แนวทางการไหลของน้ำเป็นตัวกำหนดพื้นที่ ดังนี้ 1) พื้นที่และชุมชนตามโครงการแม่ฟ้าหลวงและมูลนิธิปิดทองหลังพระ ให้มูลนิธิเป็นผู้กำหนดพื้นที่ 2) พื้นที่ชุมชนตามโครงการหลวง ทั้งในพื้นที่โครงการและพื้นที่ขยาย ให้สำนักงาน กปร. เป็นผู้ประสานการกำหนดพื้นที่ 3) พื้นที่ตามแนวชายแดน กองทัพเป็นผู้กำหนด 4) พื้นที่สูงและมีชุมชนอาศัยอยู่ ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประสานกับกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำหนด โดยใช้หลักการคนอยู่ร่วมกับป่าได้ 5) พื้นที่ป่าอนุรักษ์และเขตอุทยานที่มีความลาดชันสูงและไม่อยู่ในเขตชุมชน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้กำหนด

ทั้งนี้ในการปลูกป่า ให้มีการกำหนดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมเพื่อสามารถจัดหาพันธุ์ไม้ได้อย่างเพียงพอ ตลอดจนให้มีการทำฝายชุ่มชื้นชะลอน้ำ และการปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ที่มีความชันมาก โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ดำเนินการบูรณาการการดำเนินการดังกล่าว และให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการกำหนดพื้นที่และจัดทำแผนงาน/โครงการ และรายงานผลสำเร็จของโครงการระยะสั้นภายใน 3 เดือน โดยให้สำนักงบประมาณ (สงป.) สนับสนุนงบประมาณ

2. การพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์และเตือนภัยด้านการบริหารจัดการน้ำ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในสถานการณ์ปกติหน่วยงานที่รับผิดชอบสามารถให้ข้อมูลข่าวสารต่อ สาธารณชนได้ตามปกติ แต่ในภาวะภัยพิบัติ การเตือนภัยจะดำเนินการโดยศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ภายใต้การสั่งการของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กบอ.)

ขณะเดียวกัน กำหนดให้มีขั้นตอนการเตือนภัยที่สำคัญ 20 ขั้นตอน ตั้งแต่การก่อตัวของพายุ (เช่น พายุก่อตัวในมหาสมุทร จนขึ้นฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน และพัดผ่านประเทศไทยไป) ขั้นตอนฝนและน้ำไหลหลาก (ได้แก่ ปริมาณ สถานที่ฝนตก น้ำป่าและโอกาสดินถล่ม ปริมาณน้ำในเขื่อน การไหลของน้ำ และการล้นตลิ่ง) ขั้นตอนเกิดน้ำท่วมในภาคกลาง (ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านแต่ละพื้นที่สำคัญที่เป็นจุดชี้วัด ได้แก่นครสวรรค์ เขื่อนชัยนาท และอยุธยา) ตลอดจนขั้นตอนการระบายน้ำผ่าน กทม. (โดยให้ข้อมูลเตือนภัยเมื่อเกิดกรณีน้ำถึงจุดสำคัญ เช่น อำเภอวังน้อย คลองรังสิต หรือไหลเข้า กทม.)

รวมถึง กำหนด 5มาตรการเตือนภัยในช่วงการระบายน้ำ ได้แก่ (1) การแจ้งเตือนปริมาณน้ำฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา (2) การแจ้งเตือนการดำเนินการพร่องน้ำจากเขื่อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (3) การแจ้งข่าวและเส้นทางข้อมูลการระบายน้ำ/ปริมาณน้ำของกรมชลประทาน (4) การแจ้งเตือนไปยังจังหวัด อำเภอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และ (5) การแจ้งข่าวและข้อมูลของจังหวัด

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มี 2 เครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการน้ำและการเตือนภัย ได้แก่

1) ศูนย์ข้อมูลการจัดการน้ำแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นศูนย์สั่งการ (Command center) เชื่อมระบบข้อมูลของทุกหน่วยราชการ เป็นคลังข้อมูลน้ำ/ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ติดตามสถานการณ์แบบ Real time โดยใช้ CCTV รวมถึงการมีระบบเปิดปิดประตูน้ำอัตโนมัติระยะไกล และหน่วยบัญชาการเคลื่อนที่

2) ระบบศูนย์เตือนภัย โดยจะมีระบบเชื่อมโยงและเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ระบบแจ้งเตือนภัยผ่าน Smart phone ศูนย์รับแจ้งข้อมูล (Call center) เชื่อมโยงเครือข่ายสื่อกระจายข่าวหมู่บ้าน และระบบข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เพื่อการเตือนภัย (GIS Early Warning System) และมีการประชาสัมพันธ์โดยสื่อ รวมทั้ง website และโทรทัศน์


ทั้งนี้ ในช่วงเร่งด่วนภายใน 3 เดือน ต้องเร่งดำเนินการเชื่อมโยงระบบข้อมูลของทุกหน่วยงานให้แล้วเสร็จ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (นายปลอดประสพ สุรัสวดี) จัดทำ Workshop เพื่อกำหนดขั้นตอนบูรณาการข้อมูล การคาดการณ์ แจ้งข้อมูล และเชื่อมโยงข้อมูลกับภาคประชาชน

3.การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แผนการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน การกักเก็บน้ำหลักประจำ ปี 2555 นี้ รัฐบาลจะปรับปรุงเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำของเขื่อนใหญ่ทั้ง 33 แห่งโดยจะให้มีความสมดุลในช่วงฤดูฝนและแล้งคำนึงถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษานิเวศน้ำ การเกษตร อุตสาหกรรมและป้องกันบรรเทาอุทกภัยให้เหมาะสมกับสถานการณ์น้ำในปีนี้

สำหรับในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้มีการดำเนินงาน ดังนี้ 1. ปรับเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำ โดยเขื่อนที่มีผลกระทบตรงต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยา 6 เขื่อน คือ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน กิ่วลม กิ่วคอหมาและป่าสักชลสิทธิ์ กรมชลประทานร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้มีการปรับแผนปฏิบัติการระบายน้ำ โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์จะมีการปรับเกณฑ์การบริหารน้ำ (Rule curves) ใหม่ โดยปรับเกณฑ์สูงอยู่ในระดับร้อยละ 64 และ เกณฑ์ต่ำอยู่ในระดับร้อยละ 45 จะส่งผลให้ ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำคงเหลือร้อยละ 45 หรือ 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำคงเหลือร้อยละ 45 หรือ 4,200 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะทำให้ทั้ง 2 เขื่อนสามารถรับน้ำได้อีก 12,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งสูงกว่าปี 2554 ประมาณ 5,000 ล้าน ลบ.ม.

2. การระบายน้ำสำหรับการจัดการน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในกรณีที่มีปริมาณน้ำไหลผ่านจาก เขื่อนตอนบนสู่เจ้าพระยาตอนล่าง ณ จังหวัดนครสวรรค์มากกว่าปกติของทุกปี เช่นเพิ่มขึ้นจาก 3,600 ล้าน ลบ.ม. เป็น 4,600 ล้าน ลบ.ม. จะต้องมีการบริหารจัดการโดยหาพื้นที่รองรับน้ำหรือระบายน้ำ ซึ่งรัฐบาลจะเตรียมการโดยการบริหารจัดการพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ปลายทางและกรุงเทพมหานคร โดยเชื่อมโยงกับการพยากรณ์น้ำ

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียังได้มอบหมายให้ประธานอนุกรรมการด้านการวางแผนและกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน และประธานอนุกรรมการด้านการวางแผนและกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน หารือร่วมกันในการจัดทำผังระบายน้ำให้เหมาะสม และมอบหมายกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมชลประทานดูแลการระบายน้ำทุ่ง และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและกรมชลประทานดูแลการจัดการน้ำในเขื่อน โดยให้จังหวัดรับไปทำความเข้าใจ กับประชาชน

สำหรับมาตรการเร่งด่วนการบริหารจัดการพื้นที่ต้นน้ำภายในสิ้นเดือนเมษายน 2555 มีดังนี้

1. ทำฝายชะลอน้ำ ปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ลาดชัน (ทำคู่กับการปลูกป่า) โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพ

2. พัฒนาแหล่งน้ำที่มีอยู่ให้สามารถเก็บน้ำได้เต็มศักยภาพ มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพ

3. ปรับปรุงศูนย์ข้อมูลและการพยากรณ์ที่เป็นเอกภาพ โดยมอบหมายให้ นายปลอดประสพ สุรัสวดี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเจ้าภาพ

4. ปรับปรุงขั้นตอนการปฏิบัติด้านการแจ้งข่าวพยากรณ์ เตือนภัย และเหตุภัยพิบัติ ให้ลงถึงชาวบ้านให้แล้วเสร็จ มอบหมายให้ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และนายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเจ้าภาพ

หลากมิตินโยบายสาธารณะ

สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชลแห่งประเทศไทย
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย
สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
You are here หลากมิติ นโยบายสาธารณะ